สรุปความรู้จาก Live สด MODERN TRADE

Modern Trade เป็นอีกช่องทางที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์แบบก้าวกระโดด  เป็นการขยายสเกลสินค้าแบรนด์ออนไลน์ โดยไม่ต้องอัดงบโฆษณามากเกินความจำเป็น ช่องทางออนไลน์อย่างเดียวไม่เพียงพอ เจ้าของแบรนด์ต้องลงทุนกับออฟไลน์ได้แล้ว  

แบรนด์ที่มียอด 50 ล้านต่อปี หากได้ทำ Modern trade ยอดจะพุ่งมาก เมื่อทำการตลาดออนไลน์จนแบรนด์มีชื่อเสียง ลูกค้ารู้จักแบรนด์ในระดับหนึ่งแล้ว การมีสินค้าไปวางขายในห้างด้วยก็จะช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น เพราะลูกค้าเคยเห็นแบรนด์ในออนไลน์ และคุ้นเคย เป็นการระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อได้ดี

การทำ Modern Trade มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง? 

ข้อดีของการทำ Modern Trade  

1. Modern Trade เป็นคำรวมที่บอกว่ามีการขายกับร้านค้าที่มีสาขา และมีระบบหลังบ้านที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขาย อาทิ 7-11 Eveandboy BigC Lotus Watson

2. มีร้านสาขาที่ตั้งอยู่ใกล้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมาก ทำให้ลูกค้าสามารถหยิบสินค้าของเราและกลับบ้านได้ทันที  

3. ร้านสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศจะทำให้สินค้าเราถูกกระจายไปยังที่ต่างๆ ทำให้เราขายได้ในปริมาณที่มากขึ้น นอกเหนือจากช่องทางออนไลน์ 

4. ถ้าต้องสต็อกสินค้าเยอะขึ้น เราคุยต่อรองกับโรงงานให้ต้นทุนต่ำลงได้

ข้อเสียของการทำ Modern Trade

ต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบตั้งแต่วางคอนเซปสินค้า การสต๊อกสินค้าให้เพียงพอ วางแผนงบประมาณ การเปิดตัวสินค้า และอื่นๆ ในส่วนนี้ควรมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำ

ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า Modern Trade   

ถ้าเตรียมตัวมาก่อน เงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ค่าใช้จ่ายแต่ละห้างไม่เท่ากัน สิ่งที่สำคัญคือแผนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนห้างที่เราจะเข้า แพลนก่อนหลัง ปริมาณสินค้า และแผนการตลาด 

การเตรียมเงินโดยไม่เตรียมตัว จะทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่ทำให้เงินไม่พอ ค่า GP ของแต่ละร้าน และจำนวนสาขาไม่เท่ากัน แต่จะไม่เกิน 10% ของค่ามาร์เก็ตติ๊งแน่นอน 

โอกาสในการซื้อมากขึ้น จากสินค้าที่ซื้อได้ในออนไลน์เท่านั้น ลูกค้าสามารถเลือกซื้อจากร้านใกล้บ้านได้เลย สะดวก ไม่ต้องรอนาน 

Insigh ลูกค้าบางกลุ่มเลือกซื้อแต่ครีมซอง 

ลูกค้าบางกลุ่มเลือกซื้อแต่ครีมซอง เพราะรู้สึกว่าได้ใช้ครีมที่สดใหม่อยู่เสมอ และลดการปนเปื้อนจากการเปิดกระปุกบ่อยๆ ครีมจะมีปริมาณที่น้อย และใช้หมดไว แต่จะไม่ทำให้ครีม เสื่อมคุณภาพเมื่อเปิดใช้เหมือนซื้อแบบกระปุกใหญ่

ราคาขายที่ถูกเกินไปก็ทำให้ลูกค้าไม่ตัดสินใจซื้อได้ เพราะรู้สึกไม่น่าเชื่อถือ ไม่ไว้วางใจในคุณภาพ ลูกค้ามีโอกาสซื้อสินค้าที่ราคาสูงกว่าได้เหมือนกัน เพราะเขามองว่าแบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากกว่า

สต๊อกสินค้าแต่ละร้านต้องเตรียมเยอะแค่ไหน 

เริ่มต้นเราต้องเลือกจากหน้า Modern Trade ที่เราอยากเข้า จากนั้นเราถึงจะแพลนสินค้าจัดสต๊อกได้ หรือจะอิงจากสต๊อกออนไลน์ที่เคยทำมาก่อนก็ได้ ดีไซน์ให้เหมาะกับแต่ละแบรนด์ ไม่ได้เป็นแพทเทิร์นที่เหมือนกัน 

ตัวอย่าง ทำแบรนด์สกินแคร์ครีมกันแดด 
ราคาขาย 650 บาท สต๊อกหมุนเวียนผลิตเดือนละ 10,000 ชิ้น 
การแพลนโรงงานจะต้องแพลนสารให้ด้วย กำหนดวันที่ผลิตเสร็จ วันวางขาย
เป็นการวางแผนร่วมกันกับเจ้าของแบรนด์เพื่อไม่ให้สินค้าขาดตลาด 

การแพลนสต๊อกจะไม่แพลนแบบก้าวกระโดด เริ่มต้นที่สเตปไม่มาก
เช่น จากที่ขายออนไลน์สต๊อกอยู่  10,000 ชิ้น พอนำเข้าห้าง
อาจจะสต๊อกอยู่ที่ 13,000-15,000 ชิ้น ขึ้นอยู่กับร้านสาขาที่เราเลือก   

ยิ่งสเกลสินค้าเยอะ ยิ่งต้องมีคนดูแลเยอะ ไม่ว่าจะเป็น คนทำบัญชี คนเช็คสต๊อกของ จัดซื้อ งานบริหารต่างๆ ทำให้ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาช่วยดูแล ลดการใช้จำนวนคนเยอะ 

*แนะนำให้เป็นแบรนด์ที่ทำออนไลน์มาระดับหนึ่งแล้ว*

จึงค่อยมาแพลนเข้าโมเดิร์นเทรด แต่ถ้าเป็นแบรนด์ใหม่เลย อาจต้องวางแพลนให้ละเอียด หรือมีประสบการณ์ทำธุรกิจอื่นมาก่อน  

เอกสารต้องเตรียมอะไรบ้าง

  1. เอกสารบริษัท 
  2. เอกสารรับรองมาตรฐานของโรงงาน
  3. สินค้าผ่านมาตรฐานมีอย. อาหารเสริม/สกินแคร์
  4. เอกสารบาร์โค้ดสากล

ช่วงตอบคำถามท้ายไลฟ์ 

คำถาม : การทำ Affiliate ในติ๊กต๊อกมีผลกระทบกับ Modern Trade มั้ย? 
คำตอบ : ไม่มีผลกระทบ เพราะคลิปจากการทำ Affiliate  เป็นการช่วยสร้าง Awareness ให้กับแบรนด์  คนที่เคยเห็นสินค้าเราผ่านติ๊กต๊อก อาจจะมาเป็นลูกค้าเราที่ซื้อผ่าน Modern Trade ได้เช่นกัน 

ลูกค้าอยู่ที่ไหน=เอาสินค้าเราไปอยู่ตรงนั้น 

คำถาม : สินค้าที่จะเข้า Modern Trade ควรเป็นสินค้าแนวไหน?
คำตอบ : ในแพลตฟอร์มที่เป็น Modern Trade จะมีสินค้าทุกหมวดหมู่ ดังนั้นสินค้าที่จะเอามาทำการตลาด Modern Trade ไม่ได้จำกัดประเภทสินค้า แต่เกิดจากการวางแผนที่เราจะเอาสินค้านั้นเข้า Modern Trade  จึงต้องมีการเตรียมตัวอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการคุมต้นทุน วิเคราะห์จุดเด่นตัวเอง และคู่แข่ง แพลนการตลาดต่างๆ   

คำถาม : อยากทราบว่าสินค้าที่วางในห้าง ตำแหน่งที่วางขายค่าที่ต่างกันมั้ย?
คำตอบ : จริงๆ แล้วเราไม่ได้เสียค่าที่ แต่เป็นการวางแผนว่าเราจะเพิ่มยอดได้ยังไง เป็นการไปดีลกับทางห้างเพื่อที่จะขอพื้นที่  ต่อรองให้วางในจุดที่ขายดี เหมาะกับเทศกาล ธีมของห้าง แคมเปญของห้าง ถ้าสินค้าตรงกับช่วงต่างๆ ห้างก็จะจัดวางให้ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องเสียค่าที่เพิ่ม 

คำถาม : ระหว่าง Modern Trade กับลงขายออนไลน์แล้วเปิด Affiliate แบบไหนดีกว่ากัน?
คำตอบ : ต้องถามก่อนว่าลูกค้าที่ซื้อในออนไลน์กับลูกค้าที่ซื้อใน Modern Trade เป็นกลุ่มเดียวกันมั้ย ถ้ามองว่าเป็นกลุ่มเดียวกันก็สามารถขายได้ทั้ง 2 ที่เลย และต้องดูจากพฤติกรรมของลูกค้า ลูกค้าที่ซื้อออนไลน์กับลูกค้าที่ซื้อใน Modern Trade พฤติกรรมจะต่างกัน ถ้าเขาซื้อแบบออนไลน์แล้วเชื่ออินฟลูเอนเซอร์ก็นำสินค้าเราไปขายติด Affiliate  

คำถาม : การทำการตลาดต้องใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สะดวกกับลูกค้าที่สุดต้องทำอย่างไรบ้าง 
คำตอบ : การมองว่าแพลตฟอร์มไหนเหมาะกับลูกค้าเรามากที่สุด เราจะต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าเราเขาอยู่ที่ไหน ถ้าเขาอยู่ในเฟซบุ๊กเราก็ใช้เฟซบุ๊ก ถ้าอยู่ในติ๊กต๊อกเราก็ใช้ติ๊กต๊อก เลยบอกไม่ได้ว่าอันไหนเหมาะที่สุด ต้องดูว่าลูกค้าเรามีพฤติกรรมอย่างไร ต้องศึกษาก่อนที่จะแพลนทำคอนเทนต์มาร์เก๊ตติ้งสื่อสารออกไป

คำแนะนำเพิ่มเติมจากดร.นกยูง 

หลักการในการวิเคราะห์ว่าแบรนด์ของเราดีกับใคร ให้ไปดูลูกค้าที่ซื้อล่าสุด 100 คนว่าเขาซื้อเพราะเหตุผลอะไร จากช่องทางไหน ซื้อซ้ำเพราะอะไร จากนั้นเก็บข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาต่อว่าเราควรเติบโตไปทางไหน และโมเดิร์นเทรดตอบโจทย์ที่แบรนด์ของเราควรจะเข้าได้แล้วหรือไม่ แต่ถ้าจะนำเข้าโมเดิร์นเทรดปีหน้าตอนนี้ก็ต้องเริ่มวางแพลนได้แล้ว

ปรึกษาสร้างแบรนด์เพิ่มเติมฟรีได้ที่
Line : @sggt.mc Tel. 065-639-4624

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *