โอกาสทำแบรนด์ให้ขายปังของนักธุรกิจรุ่นใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากเกิดโรคระบาดโควิด 19 ในช่วง 4-5 ปีมานี้ ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และการดูแลตัวเองให้สุขภาพดีอยู่เสมอ ทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้น

เป็นโอกาสทองของนักธุรกิจที่อยากทำแบรนด์เสริมอาหารต่อยอดธุรกิจให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ ให้ขายดีขายปังทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์  แต่ก่อนจะทำแบรนด์สินค้าออกสู่ตลาด เรามาอัปเดตเทรนด์เสริมอาหารที่น่าสนใจในปี 2023 ให้เจ้าของแบรนด์ได้ทราบกันค่า

1. เทรนด์เสริมอาหารจากพืช (Plant-Based)
จากผลสำรวจของ Euromonitor and Allies Company คาดการณ์ไว้ว่ามูลค่าการตลาดของอาหารจากพืชในไทยจะเติบโตขึ้นจาก 845 ดอลลาร์ในปี 2562 เป็น 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมาก สิ่งนี้บ่งบอกได้ว่าผู้บริโภคยังให้ความสนใจอาหารเสริมจากพืช และมีแนวโน้มที่จะบริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นโอกาสทางการตลาดของนักธุรกิจให้ทำเสริมอาหารจากพืชรูปแบบใหม่ๆ มาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้ เช่น โปรตีนจากพืช คอลลาเจนจากพืช เป็นต้น

2. เทรนด์อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน (Immunity Boosting)
จากการระบาดของโควิด 19 ที่ยาวนานกว่า 4-5 ปีแล้ว แม้ว่าหลายคนจะเริ่มปรับตัวกับโรคนี้ได้แล้ว แต่การระบาดอย่างยาวนานทำให้ผู้คนเห็นถึงความสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เพราะสาเหตุหนึ่งที่เรารับเชื่อโควิดเข้าสู่ร่างกายเป็นเพราะภูมิคุ้มกันเราอ่อนแอ นอกจากนี้ผู้คนยังให้ความสำคัญกับเสริมอาหารที่ช่วยบำรุงปอด เสริมอาหารที่ช่วยเสริมความแข็งแรงร่างกายแบบองค์รวมอีกด้วย เป็นอีกหนึ่งเทรนด์เสริมอาหารที่ไม่ควรมองข้าม

3. เทรนด์เสริมอาหารลดความเครียด (Food for Your Mood) 
สุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลไม่แพ้สุขภาพกาย เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีทั้งโรคระบาด และปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลและมีความเครียดสูง บางคนมีปัญหานอนไม่หลับ พักผ่อนน้อย สมองไม่ปลอดโปร่ง ส่งผลให้ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นหากทำแบรนด์เสริมอาหารที่สามารถช่วยลดความเครียด ช่วยบำรุงสมอง หรือช่วยในนอนหลับได้  แบรนด์เราก็จะปังได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ FI-Asia ยังเผยผลสำรวจของ Wellness Economy (GWI) พบว่าเศรษฐกิจสุขภาพจิตทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 120,800 ล้านดอลลาร์ จะเห็นได้ว่าคนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตอย่างมาก รวมถึงคนไทยด้วย โอกาสในการทำแบรนด์เสริมอาหารให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจจึงมีสูงมาก ใครสนใจสามารถปรึกษาโรงงานเราก่อนได้

4. เทรนด์ปรับสมดุลลำไส้ (Prebiotics & Probiotics)
“สุขภาพดีเริ่มต้นจากลำไส้” เป็นประโยคที่ไม่เกินจริง หลายคนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้ และระบบทางเดินอาหารมากขึ้น เพราะถ้าสุขภาพลำไส้เราดีมันก็จะส่งผลให้สุขภาพองค์รวมเราดีไปด้วย ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่งไม่หมองคล้ำ ขับถ่ายดีไม่มีสารพิษตกค้างในร่างกาย 

สิ่งที่จะช่วยปรับสมดุลลำไส้ให้มีสุขภาพ เราจะต้องเพิ่มการทานอาหารที่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเข้าไปเรียกว่า พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) และ โพรไบโอติกส์ (Probiotics) สามารถพบได้ในอาหาร เช่น โยเกิร์ต กิมจิ เป็นต้น  แต่การทานอาหารอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เร่งรีบในปัจุบัน ดังนั้น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทานแล้วช่วยปรับสมดุลลำไส้ จึงมีแนวโน้มเป็นที่ต้องการในอนาคตสูงขึ้นแน่นอน

5. เทรนด์เสริมอาหารเพื่อผู้สูงอายุ (Elderly supplements)   
มีการคาดการณ์ไว้ว่าในปีค.ศ. 2050 ทั่วโลกจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) และกว่า 14% ของประชากรทั้งหมดจะมีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทำให้ตลาดเสริมอาหารผู้สูงอายุเติบโตมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเสริมอาหารที่จะเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้สูงอายุ ได้แก่ เสริมอาหารบำรุงกระดูก เสริมอาหารช่วยชะลอวัย เสริมอาหารเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และเสริมอาหารที่ช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยต่างๆ

6. เทรนด์รักษ์โลกใส่ใจสิ่งแวดล้อม (ECO)
ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าเท่านั้น แต่ยังสนใจเรื่องราวที่แบรนด์นำเสนอ และจุดยืนที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์อีกด้วย โดยเฉพาะแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสัตว์และสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภครุ่นใหม่จะยิ่งให้ความสนใจ เปิดใจซื้อสินค้าจากแบรนด์นั้นๆ มากกว่าแบรนด์อื่นๆ  เป็นโอกาสของนักธุรกิจที่กำลังจะทำแบรนด์ สามารถใช้จุดยืนนี้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ปราศจากการทดลองกับสัตว์ ส่วนผสมไร้สารเคมี บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ แบรนด์สามารถสื่อสารออกมาในรูปแบบออร์แกนิก เป็นสินค้าคลีนๆ ที่ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

7. เทรนด์การร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ (Collaborations)
แบรนด์ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่งกันเสมอไป แต่สามารถเป็นพันธมิตรกันได้ เราจะเป็นได้จากที่แบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์หันมาจับมือกัน เพื่อทำโปรเจกต์ดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยกัน อาจจะเป็นธุรกิจในเครือเดียวกัน หรือเป็นธุรกิจคนละแบบก็ได้ แต่เมื่อร่วมมือกันจะต้องได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่วินวินทั้งสองฝ่าย 

เทรนด์นี้สามารถนำมาปรับใช้ได้กับธุรกิจแบรนด์เสริมอาหารได้เช่นกัน เราสามารถนำแบรนด์ไป Collab กับอินฟลูเอนเซอร์ดังด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มความรับรู้แบรนด์เรา หรือจับมือกับแบรนด์ที่มีความเกี่ยวโยงกับเรา เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตยอดขายของแบรนด์เราได้

สำหรับผู้ที่สนใจทำแบรนด์เสริมอาหารให้ตอบโจทย์เทรนด์เพื่อตีตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ขายดีขายปังก่อนใคร สามารถติดต่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้นะคะ ทางโรงงานมีนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน มีประสบการณ์ดูแลเรื่องวิจัยสูตรและสารสกัดให้กับเจ้าของแบรนด์มามากมาย รวมถึงมีที่ปรึกษาคอยให้คำปรึกษาด้านการตลาดแบบครบวงจรตลอดการสร้างแบรนด์ค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *